พระเยซูกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจะรู้จักความจริง(The Truth) และความจริงจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท (ยอห์น 8:32 ) เมื่อกล่าวถึงความจริง หลายคนก็จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไป แม้กระทั้งผู้ที่เชื่อในพระเจ้าองค์เดียวกัน อ่านพระคัมภีร์เล่มเดียวกัน การมองความจริงมีแค่สองมุมใหญ่ๆเท่านั้น คือมุมของพระวจนะ(มุมของยิว เพราะพระคัมภีร์ถูกเขียนขึ้นโดยคนยิวเกลือบทั้งหมดยกเว้นบางเล่ม) และมุมของต่างชาติ(ก็คือมุมของคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า)
ครั้งเมื่อ ปีลาดถามพระเยซูเกี่ยวกับความจริง(ยอห์น 19:38) พระเยซูทรงเงียบและไม่ตอบปีลาด หลายคนคงงงว่าทำไมพระองค์ถึงไม่ยอมตอบ เหตุผลหนึ่งที่พระเยซูทรงเงียบเพราะ ความจริงในมุมของปีลาด(ต่างชาติ)และความจริงที่พระเยซูทรงกล่าวนั้น แตกต่างกันอย่างมาก ถ้าจะให้เข้าใจตรงกัน พระเยซูทรงต้องอธิบายว่า ความจริงของยิงคืออะไร และอะไรคือความจริงของกริก และคงต้องใช้เวลาหลายวัน
ความจริงในมุมมองของกริกนั้นก็มีหลากหลายและมีความจริงหลายแบบ เช่นความจริงตามสถานะการ ความจริงแบบชั่วคราว(temporary truth) และอื่นๆ... สรุปแล้วคนกริกมีสองทัศนะคติใหญ่ๆเกี่ยวกับความจริง คือทัศนะคติแบบ Aristotle และแบบ Plato ส่วนคนยิวนั้นแตกต่างจากต่างชาติอย่างมาก คนยิวเชื่อว่า พระวจนะของพระเจ้า และพระเจ้าเท่านั้นเป็นความจริง
ปัจจุบันคริสเตียนหลายคนก็มีความเข้าใจความจริงในมุมของคนกริก ทำให้เข้าใจพระวจนะของพระเจ้าคลาดเคลือน และเข้าใจผิดได้ โดยเฉพาะผู้รับใช้ที่นิยมตาวันตก
มีสองอย่างที่พระวจนะกล่าวถึงที่ไกล้เคียงกันแต่แตกต่างกันอย่างมาก คือ
- ความเป็นจริง
- ความจริง
ความเป็นจริงคือสถานะการที่เรามองเห็นด้วยตาและสัมผัสได้โดยสัมผัสทั้งห้า พระวจนะกล่าวว่าอย่าให้เราดำเนินชีวิตตามความเป็นจริง(หรือตามสิ่งที่ตามองเห็น) แต่ให้ดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ (การมองเห็นในมิติฝ่ายวิญญาณ) ความเป็นจริงคือสิ่งชั่วคราวแต่ความจริงคือ สิ่งนิรันดร์
การดำเนินชีวิตตามความจริง หรือการดำเนินชีวิตตามพระวจนะคำของพระเจ้า ไมว่าสถานะการจะเป็นอย่างไร เราเชื่อว่าความจริงของพระเจ้า(พระวจนะ)จะเป็นสิ่งที่นิรันด์
การดำเนินชีวิตตามความจริงคือการดำเนินชีวิต ด้วยความเชื่อ ความเชื่อในบริบทของคนเฮ็บรูคือ ความมั่นใจว่าสิ่งที่พระเจ้าตรัสนั้นเป็นความจริง และจะต้องเกิดขึ้นแน่นอนไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว การดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ แท้จริงแล้วคือการมองเห็นด้วยตาฝ่ายวิญญาณ ว่าสิ่งที่พระเจ้าตรัสนั้นกำลังจะเกิดขึ้น
การดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อของพี่น้องผู้เชื่อหลายคนไม่ตรงตามพระวจนะของพระเจ้าและดูเหมือนหลับหูหลับตาเชื่อ ในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะหลายคนเข้าใจผิดประโยคที่ว่า “อย่าดำเนินชีวิตตามสิ่งที่ตามองเห็นแต่ให้ดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ” นั้นหมายถึงการหลับหูหลับตาเชื่อ แท้ที่จริงภาษาเดิมคำว่าเชื่อ (อีมูนา)หมายถึงการวางใจในสิ่งที่พระเจ้าตรัสว่าเป็นจริง และเป็นการมองเห็นด้วยตาฝ่ายวิญญาณว่าสิ่งนั้นกำลังเกิดขึ้น
ผมเขียนผมความนี้เพื่อต้องการให้ผู้เชื่อเข้าใจว่า คำว่าความจริงที่พระเยซูหมายถึงนั้นคือ พระวจนะของพระเจ้า และหมายถึงพระองค์เอง (พระเยซู คือพระวจนะที่มาบังเกิดเป็นมนุษย์) และการเชื่อฟังพระเยซูหมายถึงการเชื่อฟังหรือเชื่อในพระวจนะของพระเจ้าผ่านการนำของพระวิญญาณ ให้เราดำเนินตามพระวจนะของพระเจ้า และหลีกหนีจากคำสอนและสิ่งที่มนุษย์ถ่ายทอดกันมา ที่ไม่ตรงตามพรวจนะของพระเจ้า ให้เราเปิดใจรับเอาสิ่งใหม่ๆที่พระวิญญาณกำลังเปิดเผยสำแดงมากขึ้นที่มาจากพระวจนะของพระเจ้า สิ่งใดที่นอกเหนือและแตกต่างจากพระวจนะของพระองค์แล้วถือว่าเสี่ยง และเป็นอันตราย
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น