วันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

True faith ความเชื่อที่แท้จริง

ถ้าถามว่าความเชื่อคืออะไร ผู้เชื่อส่วนใหญ่ก็จะอ้างพระธรรมฮีบรูบทที่ 11 แต่ผมอยากบอกว่าการอ้างพระคัม ฮีบรู 11 บนความเข้าใจของต่างชาตินั้นเป็นที่มาของความเข้าใจผิดเรื่องความเชื่อ เพราะพระธรรมข้อดังกล่าวแปลไม่ค่อยตรงกับต้นฉบับภาษาฮีบรู ส่วนใหญ่ก็จะแปลคล้ายๆภาษาไทยว่า
ความเชื่อคือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ เป็นความรู้สึกมั่นใจว่า สิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง สรุปง่ายๆความเชื่อคือความแน่ใจในสิ่งที่หวังไว้ การแปลแบบนี้ไม่ผิดแต่ก็ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์
ภาษาเดิมไม่ได้กล่าวเช่นนี้ ผมจะสรุปเป็นภาษาไทยดังนี้ :
ความเชื่อคือความมั่นใจในแก่นสารที่หวังไว้ เป็นความมั่นใจในที่มองไม่เห็นนั้นว่าจริง

ความเชื่อในบริบทของต้นฉบับนั้นประกอบด้วยสองส่วนคือ แก่นสารที่ถูกต้อง และ ความมั่นใจ
ความเชื่อ = แก่นสารที่แท้จริง + ความมั่นใจ (ความเชื่อคือความมั่นใจในแก่นสารของพระเจ้า)

- ถ้ามีความมั่นใจ แต่แก่นสารผิด ก็เป็นความเชื่อที่ผิด
- ถ้าแก่นสารถูกต้อง แต่ไม่มีความมั่นใจ ก็เป็นความเชื่อที่ผิด

แล้ว อะไรคือแก่นสาร จากพระธรรมโรม 10:17 กล่าวว่า Then faith comes by hearing, and hearing through the Word of YAHWEH. (Hebrew root Bible) ความเชื่อมาจากการได้ยิน และการได้ยินถ้อยคำของพระเจ้า

เราจะเห็นว่า แก่นสารที่แท้จริงคือ พระวจนะของพระเจ้าหรือ พระคัมภีร์

ถ้าเรามีความมั่นใจในแก่นสารที่ผิด ความเชื่อเราก็เป็นความเชื่อที่ผิด ตรงกันข้าม ถ้าแก่นสารที่มีถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นท์แต่ไม่มีความมั่นใจ ก็ไม่ใช่ความเชื่อ

ตัวอย่าง
ก. คนที่มั่นใจเกินร้อย แต่มั่นใจในแก่นสารที่ผิด ก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่เชื่อว่าต้นไม้ใหญ่เป็นพระเจ้า และเขากราบไหว้เช้าเย็น แต่ความจริงที่ว่า ต้นไม้ต้นนั้นไม่ได้เป็นพระเจ้า สิ่งที่เขาทำก็ไร้ซึ่งความหมาย และไม่สำคัญว่า เขาจะอธิษฐานวันกี่ครั้ง ถวายหัวหมูวันละกี่หัว ก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้ในวันพิพากษา และ ตัวอย่างนี้มีมากมายในคริสตจักร หลายคนรับใช้แบบถวายหัว และถวายเงินเป็นล้านๆ แต่สิ่งเหล่านี้จะช่วยเขาไม่ได้เลย ถ้าเราไม่เชื่อหรือกระทำตามสิ่งที่พระคัมภีร์ต้องการเท่านั้น แต่ถ้าสื่งเหล่านั้นไม่ได้ยืนยันโดยพระคัมภีร์เขาก็ถูกหลอกโดยซาตาน

ข. ตัวอย่างที่สองก็มีไม่น้อยในคริสตจักร หลายคนรู้พระคัมภีร์ดี จบโรงเรียนพระคัมภีร์มา หลายโรง แต่ไม่เชื่ออย่างสุดใจ ความเชื่อของเขาตั้งอยู่บนสติปัญญาของเขาเท่านั้น ไม่ได้เป็นสิ่งที่มาจากใจ แต่มาจากสมอง ก็ไม่แตกต่างอะไรกับ คนไม่เชื่ออ่านพระคัมภีร์

ผมของสรุปความเชือออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆดังนี้

1. ความเชื่อที่แท้จริง คือความเชื่อที่ตั้งอยู่บนหลักการหรือ ถ้อยคำของพระเจ้า ไม่ใช่ความเชื่อที่ตั้งอยู่บนหลักคำสอนของมนุษย์ หรือ คำสอนของคณะนิกาย

2. ความเชื่อที่ผิดหรือความเชื่อจอมปลอม คือความเชื่อที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนแก่นสารของพระเจ้า หรือพระวจนะคำของพระเจ้า แต่ความเชื่อของพวกเขาตั้งอยู่บนหลักคำสอนของมนุษย์ หรือคำสอนของคณะนิกาย พระเยซูเองเคยด่า พวกฟาริสี ที่เอาคำสอนของมนุษย์มากล่าวว่าเป็นของพระเจ้า ส่วนคำสอนของพระเจ้าจริงๆกลับปฏิเสธ พระเยซูใช้คำว่าวิบัตแก่เจ้าทั้งหลาย ที่เอาคำสอนของมนุษย์มากล่าวอ้างว่าเป็นคำสอนของพระเจ้า คำว่าวิบัติหมายถึงเขาจะถูกปรับโทษอย่างหนัก
พระธรรมมัทธิว 7:21-23
มิใช่ทุกคนที่เรียกเราว่า พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า จะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา ผู้ทรงสถิตในสวรรค์จะเข้าได้ เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนเป็นอันมากร้องแก่เราว่า พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์กล่าวรพระวจนะในพระนามของพระองค์ และขับผีออกในพระนามของพระองค์ และได้ทำการอัศจรรย์เป็นอันมากในพระนามของพระองค์มิใช่หรือ เมือนั้นเราจะกล่าวแก่เขาว่า เราไม่เคยรู้จักเจ้าเลย เจ้าผู้กระทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา
23 And then I will declare to them, from everlasting, I never knew you; "depart from Me, those working lawlessness!" Hebrew root bible

ภาษาเดิมกล่าวว่า จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา เจ้าผู้กระทำการ หรือรับใช้เรา โดยไม่ตรงตามกฎหมายของเรา (พระคัมภีร์ของพระเจ้า)

หลายคนเข้าใจว่า เจ้าผู้กระทำความชั่ว หมายถึงการทำบาป เช่นเป็นนักเทศน์ หรือผู้รับใช้ที่สอนถ้อยคำของพระองค์แต่ยังทำบาปบางอย่าง จะตกนรกแน่นอน ต้องบอกตรงๆว่า ผมไม่เห็นด้วยกับการทำบาป แต่สิ่งนี้ไม่ตรงตามบริบทของพระธรรมตอนนี้ บริบทของภาษาเดิมหมายถึง ผู้รับใช้หรือผู้เชื่อที่อาจามีพันธกิจหรือคริสตจักรใหญ่โต หรือไม่ก็ตาม แต่ถ้าสิ่งที่เขาสอนหรือ สิ่งที่เขาทำนั้นไม่ตรงตามพระวจนะของพระเจ้าแล้วเขาก็จะตกนรกแน่นอน

3. ความเชื่อที่ตายแล้ว หมายถึงความเชื่อที่ถูกต้องตามพระวจนะของพระเจ้าทุกประการ แต่ไม่ได้มีการกระทำตาม ความเชื่อแบบนี้ถือว่าเป็นความเชื่อที่ตายแล้ว
ยากอบ 2:26 For as the body is dead apart from the spirit, so also faith without deeds is dead. (Hebrew root Bible) ร่างกายที่ปราศจากวิญญาณก็ตายฉันได้ ความเชื่อที่ปราศจากการกระทำตามก็ตามฉันนั้น

ความเชื่อที่แท้จริงของคริสเตียน มีแหล่งมาจากการพระวจนะคำของพระเจ้า ความเชื่อในภาษาเดิมมีรากคำเดียวกันกับการเชื่อฟัง เราจะเชื่อฟังไม่ได้แน่นอน ถ้าเราไม่ได้ยินในสิ่งที่พระเจ้าตรัสกับเราอย่างถูกต้อง คริสเตียนหลายคนกล่าวว่าตนมีความเชื่อ แต่ถ้าความเชื่อนั้นไม่ได้ตั้งอยู่บนรากฐานของพระคัมภีร์(พระนามหนึ่งของพระเยซู คือพระวจนะของพระเจ้า) ความเชื่อนั้นก็ไร้ประโยชน์ เราจะได้ยินสิ่งที่พระเจ้าตรัสอย่างถูกต้องเมื่อเราเข้าใจบริบทของคนยิว นั้นคือบริบทของพระคัมภีร์
อย่าให้ความเชื่อของเราตั้งอยู่บนคำพูดที่สวยหรูของมนุษย์แต่ ให้ตั้งอยู่บนพระเยซูคริสต์ เพื่อความเราจะได้รับรางวันที่แท้จริงจากพระเจ้า

1 ความคิดเห็น:

  1. หนุนใจผม และเป็นพระพรแก่พี่น้องท่านอื่นๆอีกมากครับ

    ตอบลบ