วันพุธที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2554

พันธกรทั้งห้าในทัศนะคติต่างๆ

เมื่อกล่าวถึงพันธกรทั้งห้า คริสตจักรต่างๆมีทัศนะคติที่แตกต่างกันอย่างมาก ผมจะกล่าวถึงทัศนะคติต่างๆแบบสรุปพอให้เห็นภาพรวมครับ โดยทั่วไปแล้วทัศนะคติเกี่ยวกับพันธกรทั้งห้าสามารถแบบออกเป็นสี่กลุ่มใหญ่ดังต่อไปนี้

ก. ทัศนะคติแบบคริสจักรข่าวประเสริฐ หรือ Evangelical Church
- อัครทูตร คือจำกัดจำนวนแค่ 12 คนเท่านั้นที่เป็นอัครทูต และของประทานอัครทูตได้สิ้นสุดลงพร้อมกับการตายไปของบรรดาอัครทูตสิบสองคนนั้น บางคณะของกลุ่มดั่งกล่าวเชื่อย่อยลงไปอีกว่า อัครทูตคนที่สิบสองไม่ใช่ มัทธีอัส (กิจการ1:26) แต่เป็นเปาโล เพราะพระเจ้าทรงเลือกเปาโล แต่บรรดามนุษย์เลือก มัทธีอัส
ส่วนบางคณะเชื่อว่าอัครทูตมีมากกว่าสิบสองคน แต่อย่างไรก็แล้วตามกลุ่มนี้เชื่อว่า อัครทูตก็มีแค่ในช่วงเวลาของคริสตจักรยุคแรกเท่านั้น เมื่อพวกอัครทูตเหล่านั้นตายไปแล้วก็ไม่จำเป็นต้องมีอีกต่อไปเลย สรุปคืออัครทูตไม่มีในสมัยปัจจุบันแล้ว
- ผู้เผยพระวจนะ ส่วนใหญ่แล้วเชื่อว่าผู้รับใช้ที่พระเจ้าเจิมในยุคพระคัมภีร์เดิมเท่านั้น แต่บางคณะเพิ่มเติมอีกว่า ในคริสตจักรยุคแรก ก็มีของประทานดังกล่าวด้วย แต่ปัจจุบันไม่มีอีกแล้ว เพราะอัครทูตและผู้เผยพระวจนะคือของประทานแห่งการวางรากฐานคริสตจักร เมื่อคริสตจักรถูกวางรากฐานเสร็จแล้วเมื่อประมาณ 2000 ปีที่แล้ว และพระวจนะก็ได้ถูกรวบรวมไว้สมบูณแล้ว อัครทูตและผู้เผยพระวจนะก็ไม่จำเป็นต้องมีอีกต่อไป
- ผู้ประกาศข่าวประเสริฐ เป็นของประทานที่สำคัญมากและยังคงมีอยู่จนทุกวันนี้ และจำเป็นต้องมีตลอดไปจนกว่าพระเยซูคริสต์เสด็จมา เนื่องจากคริสตจักรที่เน้นพันธกิจของผู้ประกาศ จึงได้ชื่อว่าคริสตจักรแบบการประกาศ Evangelical church
- ศิษยาภิบาล เป็นของประทานที่สำคัญมากๆ เพราะเป็นของประทานแห่งการเป็นผู้นำสูงสุดในคริสตจักร เป็นของประทานที่ต้องดูแลและเอาใจใส่ฝูงแกะของพระเจ้าที่อยู่ในคริสตจักรท้องถิ่น
- อาจารย์ เป็นของประทานแห่งการอบรมสั่งสอนในคริสจักร โดยเฉพาะชั้นเรียนระวีในวันอาทิตย์ อาจารย์เป็นเหมือนผู้ช่วยศิษยาภิบาลที่รับผิดชอบเรื่องสอนต่างๆ

ข. ทัศนะคติแบบคาริสเมติก
โดยทั่วไปแล้ว ทัศนะคติแบบนี้สามารถแบ่งออกเป็นหลายกลุ่มย่อยได้อีกแต่ผมจะสรุปรวมเข้ากันให้เห็นภาพกว้างๆ โดยทั่วไปแล้วกลุ่มนี้จะเชื่อว่าพันธกรทั้งห้าคือตำแหน่งแห่งการปกครองดูแล้คริสตจักร
- อัครทูต เชื่อว่ายังมีตำแหน่งอัคทูตจนทุกวันนี้ และตำแหน่งอัครทูตเป็นตำแหน่งที่สำคัญที่สุดในคริสจักร อัครทูตจะมีการเจิมแบบกษัตริย์ในตัว
สรุปให้เป็นภาพง่ายๆคือ คนที่มีตำแหน่งเป็นอัครทูตคือ ผู้บุกเบิกคริสตจักร มากว่าหนึ่งแห่งขึ้นไป และมีศิษยาภิบาลที่อยู่ใต้การดูแลมากว่าหนึ่งคนขึ้นไป ตำแหน่งอัครทูตในบริบทของกลุ่มนี้คือ หัวหน้าคณะและหรือมิชชันนารีที่เคยบุกเบิกคริสตจักรมาแล้วหลายแห่ง
อัครทูตในมุมมองของกลุ่มดังกล่าว จึงเป็นคนที่สำคัณที่สุดและมีการเจิมหลากหลาย เขามีการเจิมห้าเท่า หรือเขาเป็นได้ทั้งอัครทูต ทั้งผู้เผยพระวจนะ ทั้งผู้ประกาศข่าวประเสริฐ ทั้งศิษยาภิบาล และอาจารย์
- ผู้เผยพระวจนะ กลุ่มดังกล่าวเชื่อว่า ผู้เผยพระวจนะมีการเจิมการเจิมสี่เท่าคือเขาเป็นได้ทั้งผู้เผยพระวจนะ ผู้ประกาศ ศิษยาภิบาล และอาจารย์
- ผู้ประกาศ มีการเจิมสามเท่า เขาสามารถเป็นทั้งผู้ประกาศ ศิษยาภิบาลและอาจารย์
- ศิษยาภิบาล คือผู้นำสูงสุดในคริสตจักรท้องถิ่นและ ศิษยาภิบาลทุกคนจะมีการเจิมสองเท่าคือ เขาเป็นทั้งศิษยาภิบาล และอาจารย์
- อาจารย์ คือผู้ที่มีการเจิมเท่าเดียว กล่าวคือเขาสามารถสอนพระคัมภีร์ได้เท่านั้น แต่เขาไม่มีบทบาทคือความสามารถ และสิทธิ์อำนาจในการดูแลฝูงแกะของพระเจ้า แต่เขาคือผู้ช่วยศิษยาภิบาลเท่านั้น

ฃ. ทัศนะคติแบบการเคลือนฝ่ายวิญญาณแนวใหม่ (Neo Charismatic)
กลุ่มนี้เชื่อว่าการเจิมของพันธกรทั้งห้านั้นสำคัญมาก และเชื่อว่าปราศจากการเจิมของทั้งห้าอย่างแล้ว ผู้เชื่อจะไม่มีทางไปสู่ความสมบูรณ์แบบหรือผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณได้ เป็นกลุ่มที่ไกล้เคียงกับคริสจักรยุคแรกมากว่าสองทัศนะคติที่ผ่านมา กลุ่มดังกล่าวจะมีความเข้าใจเรื่องของประทานค่อนข้างชัดเจน และเชื่อว่างานรับใช้เป็นหน้าที่่ของผู้เชื่อทุกคน กลุ่มนี้ผลักดันให้ทุกคนรับใช้ และเชื่อว่าหมดยุค (the Holy man )หรือยุคที่มีผู้นำคนเดียวเท่านั้นไปแล้ว และผลักดันให้ทุกคนรับใช้ตามของประทาน หรือเน้นทุกคนทำได้ (Every one can play )
แต่ประเด็นที่สำคัญของกลุ่มนี้คือ มีความเข้าใจเรื่องของประทานฝ่ายวิญญาณที่ค่อนข้างใกล้ดีมาก แต่ขาดความเข้าใจในเรื่องกรอบความคิดของพระคัมภีร์ หรือไม่เข้าใจรากแห่งความเชื่อของคริสเตียนแบบยิว (JEWISH ROOTS) จึงทำให้มีหลายๆอย่างคาดเคลื่อนจากสิ่งที่ควรจะเป็น
ผมจะไม่ลงรายเอียดกลุ่มนี้มาก แต่ต้องบอกว่ามีหลายคริตจักรที่เดียวที่เชื่อแบบนี้ กลุ่มนี้เชื่อว่า
- อัครทูต คือของประทานแห่งการบุกเบิกคริสตจักรใหม่ๆ และเป็นหัวหน้าคณะ
- ศิษยาภิบาล คือตำแหน่งสูงสุดในคริสจักรท้องถิ่น เขาจะเป็นรองแค่อัคทูตรเท่านั้น เขาคือผู้เลี้ยงของฝูงแกะของพระเจ้า เป็นผู้รับผิดชอบงานหลักของครสิตจักร
- ผู้เผยพระวจนะคือ ผู้ช่วยศิษยาภิบาลฝ่ายการนัสการและอธิษฐานวิ่งวอน
- ผู้ประกาศคือ ผู้ช่วยศิษยาภิบาลฝ่ายการประกาศและนำวิญญาณ
- อาจารย์ คือผู้ช่วยศิษยาภิบาลฝ่ายคริสเตียนศึกษา

ค. กลุ่มคริสตจักรแบบดั่งเดิม(เชื่อเรื่องการรื้อฟื้นคริสตจักร)
กลุ่มนี้เชื่อว่า รากฐานความเชื่อของเราคือ ความเชื่อแบบยิว เราในฐานะคนต่างชาติเมื่อเรามาเชื่อในพระเจ้าของอับราฮาม อิสอัค และยาโคบ(อิสราเอล) เราต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงจากกรอบความคิดของต่างชาติ มาเป็นกรอบความคิดแบบพระคัมภีร์ (โรม12:1-2) นั้นคือกรอบความคิดแบบยิว กลุ่มนี้จะมีความเข้าใจที่แตกต่างจากทุกกลุ่มที่กล่าวมาในเรื่อง ความหมายที่แท้จริงของ ความรอด ความหมายที่แท้จริงของคริสตจักร รากความเชื่อแบบยิว (แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องกลับเข้าไปอยู่ใต้ธรรมบัญญัติ) และอื่นๆ...
กลุ่มนี้เชื่อว่า พันธกรทั้งห้าคือของประทานห้าอย่างที่มีความสำคัญเท่าๆกัน และเมื่อทั้งห้าของประทานทำงานรวมกันถึงจะได้เหมือนการเจิมของพระเมสิยาห์ และสามารถสร้างผู้เชื่อให้เป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณได้อย่างแท้จริง กลุ่มนี้เชื่อว่า
- ผู้ประกาศ เป็นการเจิมแห่งการบุกเบิกงานใหม่ๆ การเจิมแห่งหมายสำคัญและการอัศจรรย์ มีความโดดเด่นเรื่องความเชื่อและไฟของพระเจ้า
- ศิษยาภิบาล เป็นการเจิมแห่งการปรอบโยนและบำบัดเยียวยาบาดแผล นำความรักและความอบอุ่นมาสู่ฝูงแกะ
- อาจารย์ เป็นการเจิมแห่งการ สร้างค่านิยมพระคัมภีร์ในชีวิตของผู้เชื่อ การสร้างวินัยตามแบบพระวจนะ
- ผู้เผย เป็นการเจิมแห่งการ นำผู้เชือในมิติฝ่ายวิญญาณไม่ว่า การเผยพรวจนะ การอธิษฐานวิ่งวอน และการนมัสการพระเจ้า
- อัครทูต เป็นการเจิมแห่งการมองเห็นภาพรวม เห็นแบบแผนที่แท้จริงของคริสตจักร เป็นการเจิมแห่งการวางรากฐานความเชื่อให้ตั้งอยู่บนพระคริสต์อย่างแท้จริง และอัครทูตมีการเจิมแห่งการปลดปล่อยคนเข้าสู่พันธกิจอย่างที่ควรจะเป็น

ส่วนเรื่องโครงสร้างนั้นต้องบอกว่าแตกต่างไปจากสิ่งที่เราเคยเห็นอย่างแน่นอน และเอาได้เขียนในโอกาสหน้าครับ

สรุป
ทัศนะคติที่สามและสี่มีความใกล้เคียงกันในหลายๆเรื่องและสิ่งที่แตกต่างอย่างชัดเจนคือ กรอบความคิดแบบพันธกรทั้งห้าอย่างแท้จริงนั้นคือ กรอบความคิดแบบอับราฮาม อิสอัค และยาโคบ(อิสราเอล) และชื่อเรียกครสิตจักรนั้นจะตั้งชื่ออะไรก็ได้ แต่ความสำคัญอยู่ที่แก่นสารแห่งความเชื่อ พระคัมภีร์กล่าวว่าไม่ใช่ผู้รับใช้ทุกคนที่คิดว่าตนกำลังรับใช้อยู่จะรับใช้พระเจ้าอย่างแท้จริง แต่ทุกคนจะได้รับตามสิ่งที่ตนได้เชื่อและกระทำตาม

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น