วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553

หลักการของสิ่งที่มีชีวิต (Principles of life)

สิ่งที่มีชีวิตทุกอย่างในโลกนี้ล้วนแต่กำเนิดขึ้นโดยพระวจนะของพระเจ้า พระเจ้าทรงบรรจุหลักการและกฎต่างๆ ของพระองค์ไว้ในสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างขื้น และกฎต่างๆที่พระองค์ทรงวางไว้นั้น ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่ฝ่าฝืนแล้วจะไม่ถูกทำลาย ยกตัวอย่างเช่น พระเจ้าตรัสสั่งให้ปลาอยู่ในน้ำ นกบินบนอากาศ และสัตว์เลื้อยคลานบนบก ถ้าปลากระโดดขึ้นมาบนบกปลาก็จะตาย ถ้าเสือผู้แข็งแรงพยายามจะบินโดยกระโดดหน้าผา มันก็จะตายแน่นอน
พระวจนะของพระเจ้าหลายต่อหลายตอนกล่าวว่า คริสตจักรคือเจ้าสาวของพระคริสต์ เป็นศิลาที่มีชีวิตหรือเป็นวิหารที่มีชีวิตของพระวิญญาณ แสดงว่า คริสตจักรคือสิ่งมีชีวิตไม่ใช่องค์กรทางศาสนาที่หลายคนเข้าใจ (The Church is organism not organization)
เมื่อคริสตจักรคือสิ่งที่มีชีวิต คริสตจักรจะต้องเข้าใจหลักการของสิ่งที่มีชีวิต กฏฝ่ายวิญญาณนั้นมีอำนาจมาก กว่ากฎฝ่ายวัตถุเสียอีก
หลักการง่ายๆของสิ่งที่มีชีวิตบางประการคือ

- สิ่งมีชีวิต มีการปฏสัมพันธ์กันตลอดเวลา
ทุกสิ่งที่อย่างในโลกนี้นับตั้งแต่สิ่งเล็กน้อยที่สุดคือ เซลล์เล็กๆในร่างกาย จนถึงสิ่งใหญ่โตต่างๆ ล้วนแต่มีโครงสร้างที่ต้องอาศัยซื่งกันและกัน ถ้าเราแตะสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็จะกระทบส่วนต่างๆได้ เช่นเท้าเหยียบตะปู บริเวณที่บาดเจ็บจริงๆ ก็ไม่น่าจะใหญ่เกินขนาดรูที่โดนตะปูตำ แต่เมื่อเราไม่สามารถลงน้ำหน้กที่เท้าได้ หรืออาจต้องตะแคงเท้าเดิน หรือหากว่าเราไม่รักษาให้ดี เกิดการอักเสบลุกลามไปทั่ว ก็อาจจะกระทบถึงส่วนอื่นๆในร่างกายแน่นอน (ถ้าอวัยวะหนึ่งเจ็บ อวัยวะอื่นก็พลอยเจ็บไปด้วย)
เซลล์ในร่างกาย หากมีโครงสร้างที่ปกติ และมีการทำงานที่เป็นปกติ ร่างกายก็เป็นปกติดี ในทางตรงกันข้าม หากมีเซลล์ใดเซลล์หนึ่งในร่างกาย ที่มีโครงสร้างผิดปกติ หรือทำงานไม่เป็นปกติ ก็ย่อมส่งผลให้ร่างกายเกิดความผิดปกติอย่างแน่นอน ยกตัวอย่างเช่นเซลล์ในร่างกายของคนที่เป็นมะเร็ง

- สิ่งมีชีวิต จะต้องมีการเคลือนไหวตลอดเวลา
สิ่งทีมีชีวิตทุกชีวิตจะต้องมีการเคลือนไหวตลอดเวลา ถ้าวันไหนสิ่งที่มีชีวิตหยุดการเคลื่อนไหวเป็นเวลานานๆ มันก็จะตายทันที หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ สิ่งที่ไม่เคลื่อนไหวก็สิ่งที่ตายแล้วนั่นเอง

- สิ่งมีชีวิต จะมีการรับพลังงานใหม่ๆเสมอ
พลังงานทุกอย่างในโลกนี้ล้วนแต่มีการสิ้นสุดลง ไม่มีพลังงานอันใดในโลกนี้จะยั่งยืนนิรันดร์ได้ (ฟ้าและดินจะล่วงไป แต่ถ้อยคำของพระเจ้าเท่านั้นจะยังยืนอยู่ได้) แม้พลังงานที่เราได้รับจากการรับประทานอาหารนั้นก็มีเวลาที่จะสูญไป และเราจำเป็นต้องรับเอาพลังงานใหม่เข้ามาทดแทน ด้วยการรับประทานมื้อต่อไป (ไม่มีใครในโลกนี้ที่รับประทานอาหารครั้งเดียวและอยู่ได้เป็นปีๆ ถึงแม้อาหารที่เรารับประทานน้นจะมากมายขนาดไหนก็ตาม)

- สิ่งมีชีวิต มีวัฏจักร
ทุกสิ่งในโลกที่พระเจ้าสร้างมา ล้วนมีวัฏจักรแห่งชี่วิตของมัน เช่น ต้นไม้ต้นหนึ่งอาจต้องตายไปแต่ก็มีต้นไม้อีกหลายๆต้นเกิดขึ้นแทนที่ต้นไม้ที่ตายแล้วนั้นเพื่อรักษาเผ่าพันธ์และชนิตของมันไว้ ไม่มีผู้ใดในโลกนี้จะมีอายุยืนยาวตลอดไป วันหนึ่งเขาต้องจากโลกนี้ไปและเขาจะต้องให้การกับพระเจ้าผู้ทรงส้รางเขามา ว่าเขาทำอะไรไปบ้างในโลกนี้ สิ่งสำคัญเขาได้ถ่ายทอดหรือส่งต่อสิ่งที่เป็นความสำเร็จของเขาให้คนอื่นหรือไม่

- ทุกสิ่งที่มีชีวิตจะเอือประโยชน์ต่อกันถึงแม้แตกต่างกัน
การเอื้อประโยชน์ในทางต่างกัน(Symbiosis) จะแตกต่างกันอย่างมากกับ parasite (แปลว่าพยาธิ) หรือกาฝาก การเอื้อประโยชน์ในทางต่างกันหมายความว่า ถึงแม้เราจะแตกต่างกัน ทางด้านประทาน การทรงเรียก และการเจิม แต่เราจะเอื้อประโยชน์ต่อกันและกันผ่านความแตกต่างกันนั้น ด้วยการทำหน้าที่ของตนเอง
ส่วน Parasite คือการที่สิ่งหนึ่งอาศัยอีกสิ่งหนึ่งจนทำให้สิ่งที่ถูกอาศัยตาย เนื่องจากถูกแย่งอาหารและสิ่งจำเป็นในการเลี้ยงชีวิต โดยไม่ได้รับสิ่งใดจากสิ่งที่ไปอาศัยอยู่แม้แต่น้อย

เราต่างคนต่างเป็นอวัยวะที่แตกต่างกัน แต่ทุกคนรวมตัวกันเป็นพระกายของพระคริสต์ แต่ที่ผ่านมา คนจำนวนมากถูกสอนว่า เขาทำอะไรไม่ได้นอกจากมานั่งให้เต็มเก้าอี้ทุกวันอาทิตย์ และถวายทรัพย์ให้ครบก็เพียงพอแล้ว นี่เป็นการสอนให้อวัยวะส่วนใหญ่ของพระกาย กลายเป็น parasite หรือกาฝาก ที่น่ากลัว

- สิ่งมีชีวิตจะต้องมีการเกิดผลหรือขยายตัว
ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างมาล้วนแต่มีศักยภาพที่จะเกิดสิ่งใหม่ได้ การเกิดผล หรืแพร่พันธุ์ เป็นคำสั่งของพระเจ้า ไม่มีสิ่งมี่ชีวิตใดที่ไม่เกิดผลแล้วยังรักษาชีวิตของตนเอง หรือเผ่าพันธุ์ของตนเองไว้ได้

คริสตจักรคือพระกายของพระคริสต์ และเป็นสิ่งที่มีชีวิต ไม่ใช่องค์กรทางศาสนา และถ้าเราไม่เรียนรู้หลักการง่ายๆของสิ่งที่มีชีวิตแล้ว คริสตจักรที่มีอยู่นั้นอาจกายเป็นแค่หุ่นที่เดินได้ที่ไร้ชีวิต อย่างที่พระเยซูเคยพูดกับบางคริสตจักรว่า เจ้าถือนามของเราไว้แต่เจ้าได้ตายแล้ว

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น