ช่วงไม่นานมานี้ พระเจ้าได้เปิดตาให้ผมมองเห็นในสิ่งที่ผมไม่เคยมองเห็นมาก่อนเลย จากการเดินทางและพบปะผู้คนคณะต่างๆ รวมทั้งเพื่อนๆที่เป็นชาวต่างชาติ ทำให้ผมเห็นว่า ทุกคนต่างมีมโนภาพเกี่ยวกับพระเยซูที่แตกต่างออกไปอย่างมาก ผมขอสรุปแค่สองทัศนคติใหญ่ๆเท่านั้นคือ พระเยซูในมุมมองของผู้เชื่อชาวต่างชาติ (โดยเฉพาะตะวันตก ผมเน้นที่ตะวันตกเพราะคำสอนเหล่านี้มาจากตะวันตก) และพระเยซูในมุมของผู้เชื่อที่เป็นคนยิว (Messianic Jews)
- ผู้เชื่อชาวต่างชาติมองว่า พระเยซู คือผู้ที่นำเขาออกจากคำสาบแช่งของกฎบัญญัติและเป็นจุดสิ้นสุดของธรรมบัญญัติ กล่าวคือ เมื่อเราเชื่อในพระเยซูแล้ว เราไม่จำเป็นต้องกระทำตามคำสั่งสอนของพระคัมภีร์เดิมอีกต่อไป เพราะเราอยู่ในพระคุณแล้ว ไม่ได้อยู่ไต้ธรรมบัญญัติอีกต่อไป จึงทำให้การรับใช้และการดำเนินชีวิตเสี่ยงต่อการกระทำผิดหลักการพื้นฐานของพระคัมภีร์
- ผู้เชื่อชาวยิวมองว่าพระคริสต์คือ พระเมสิยาห์ที่พระคัมภีร์กล่าวไว้ว่าจะเป็นผู้มาทำให้ธรรมบัญญัตินั้นสมบูรณ์แบบ พระเยซูไม่ได้มาทำให้กฎบัญญัตินั้นเป็นโมฆะไปแต่มาทำให้มันสมบูรณ์ เพราะทุกอย่างที่กล่าวไว้ในกฎบัญญัตินั้นเป็นการกล่าวถึงพระเยซู ดังนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ผู้เชื่อจะดำเนินชีวิตแห่งการเชื่อฟังพระคริสต์โดยกระทำตามพระบัญญัติด้วย
ทั้งสองมุมมีส่วนที่ดีและมีส่วนที่เรียกว่าเป็นจุดแข็ง แต่ถ้าเน้นมากจนเกินไปอาจตกขอบข้างใดข้างหนึ่งได้ ถ้าเราเน้นแต่พระคุณจนลืมคำสั่งสอนพื้นฐานของพระคัมภีร์ เราก็เสี่ยงที่จะถูกพระเยซูกล่าวว่าเราไม่รู้จักเจ้า(มัทธิว 7:21ff) คำว่า เจ้าผู้กระทำความชั่ว ในภาษาเดิมใช้คำว่า เจ้าผู้กระทำการที่ขัดกับกฎบัญญัติของเรา หรือผู้ที่ดำเนินชีวิตหรือรับใช้พระเจ้าตามคำสอนของคณะนิกายและขัดแย้งกับกฎหมายของสวรรค์(พระคัมภีร์)
ส่วนตัวผมมองว่าการมองแบบคนยิวเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ต้องระวังที่จะไม่เน้นจนกลับกลายไปอยู่ใต้ธรรมบัญญัติ อันตรายเกิดขึ้นแน่นอนถ้าเรามาถึงจุดที่ว่า ถ้าไม่รักษาอย่างถูกต้องครบถ้วนแล้วเราจะไม่รอด
แต่ในความจำเป็นเร่งด่วนในปัจจุบันผมเห็นว่า เราในฐานะผู้เชื่อที่เป็นคนต่างชาติ และได้รับการอบรมสั่งสอนในมุมของคนกรีก(ตะวันตก) ต้องกลับใจและกลับคืนสู่รากความเชื่อดั้งเดิมของพระคัมภีร์ นั่นคือการมองอย่างผู้เชื่อชาวยิวมอง
เมื่อเรามองในมุมของพระคัมภีร์เราจะเห็นว่า
- การบังเกิดใหม่เป็นสิ่งสำคัญแต่ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของกางเขน หัวใจสำคัญของกางเขนคือเราได้ครอบครองร่วมกับพระเจ้า ได้นั่งร่วมกับพระองค์ ดั่งที่พระองค์กล่าวว่า ถ้าผู้ใดมีชัยชนะ เราจะให้ผู้นั้นนั่งบนบังลังก์กับเราเหมือนกับเรามีชัยชนะแล้วนั่งบนบัลลังก์ร่วมกับพระบิดาของเรา (วิวรณ์3)
- พระองค์ต้องการให้โลกนี้เป็นหัวเมืองขึ้นของสวรรค์ โดยการนำแผ่นดินของพระองค์ลงมา และพระองค์จะปกครองโลกนี้ผ่านตัวแทนของพระองคืคือผู้เชื่อ
- คริสตจักรไม่ได้มีสองชนชั้นอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ แต่ผู้เชื่อทุกคนเป็นปุโรหิตของพระเจ้า และเราทุกคนเป็นพี่น้องกัน มีศักดิ์ศรีในความเป็นลูกเหมือนกัน แต่บางคนถูกแต่งตั้งให้เป้นพี่คนโต นั้นหมายความว่าทำหน้าที่แทนพ่อในการเอาใจใส่ดูแลน้องๆ เขาคือผู้นำครัวเรือนของพระเจ้า เป็นผู้ที่เป็นแบบอย่างให้แก่น้องๆ และเสยสระมากกว่าคนอื่น และเนื่องจากเขาเป็นคนที่รับผิดชอบมาก พระบิดาจะให้เราได้รับสองเท่าของน้องๆ 1ปต 2:9
- คริสตจักร ไม่ได้เกิดขึ้นในวันที่เปโตรยืนขึ้นเทศนาเมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จลงมา แต่คริสตจักรเกิดขึ้นตั้งแต่ยุคของอับราฮาม อิสอัค และยาโคบ คริสตจักรมีความสมบูรณ์แบบเมื่อพระเยซูมาตายที่กางเขนและฟื้นขึ้นจากตายและหลังจากนั้นพระวิญญาณเสด็จลงมา วันที่พระวิญญาณเสด็จมานั้นคือวันที่คริสตจักรมีความสมบูรณ์ อย่างที่พระคัมภีร์สัญญาไว้
- รากฐานของความเชื่อของเรามาจากอับราฮาม อิสอัคและยาโคบ ซึ่งมีพระเมสิยาห์เป็นรากแก้วของคริสตจักร
- พระคริสต์ไม่ได้มีเจ้าสาวสองคนคือ ยิวและคริสตจักร แต่พระองค์ทรงมีเจ้าสาวคนเดียวคือ อิสราเอลฝ่ายวิญญาณหรือคริสตจักรที่แท้จริง ที่ประกอบด้วยส่วนส่วนคือ ยิวและต่างชาติ อฟ 2:15
- คริสตจักรจะต้องปกครองโดยพันธกรทั้งห้า เพราะสิ่งนี้เป็นหลักการของพระเจ้า
อัครทูต เป็นของประทานแห่งการวางรากฐานคริสตจักร เป็นของประทานแห่งการมองเห็นภาพทั้งหมด(แต่ไม่ได้หมายความว่าทำเป็นทุกอย่าง)
ผู้เผยพระวจนะ เป็นผู้นำพระกายด้านการอธิฐาน การนมัสการที่มีการทรงสถิต และการจดจ่อที่พระเจ้า
ครู เป็นผู้นำพระกาย โดยสอนให้ผู้เชื่อดำเนินชีวิต ตามหลักการของพระคัมภีร์ไม่ใช่ตามสถานการ
ผู้ประกาศ เป็นผู้สอนให้พระกายในการนำความรอดไปสู่คนหลงหายและสอนให้ผู้เชื่อรู้จักคำว่ารักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเองอย่างไร
ศิษยาภิบาล เป็นผู้ทีนำพระกายและสอนให้พระกายสัมผัสถึงของความรักของพระเจ้า เป็นของประทานแห่งการปลอบโยน หนุนใจ เยียวยาและรักษาทั้งร่างกาย จิตใจและวิญญาณ
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น